· สกสว.หนุนลงทุนด้านวิจัย นวัตกรรมร้อยละ 1.1 ต่อจีดีพี มุ่งกระจายผลลัพธ์และสร้างประโยชน์ได้จริงกับทุกภาคส่วน
กรุงเทพฯ 27 พฤศจิกายน 2567 – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) แต่งตั้ง ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง เพื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของหน่วยงาน พร้อมเผยนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อน สกสว. ในช่วง 4 ปีหลังจากเข้ารับตำแหน่ง โดยมุ่งเน้นนโยบายที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการทำโจทย์วิจัยที่จะนำผลไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม และการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการให้ความสำคัญในด้านของการพัฒนากำลังคนให้มีความสามารถด้านทักษะใหม่ เช่น การใช้ AI การพัฒนาความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์ และรถพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อให้ตรงกับทิศทางความต้องการด้านกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการส่งเสริมให้เกิดการนำวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ


ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของ สกสว. ในช่วง 4 ปีจากนี้ ยังคงขับเคลื่อนและสานต่อนโยบายที่ รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการท่านเดิมได้ดำเนินการวางไว้ ควบคู่กับการริเริ่มประเด็นใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการทำโจทย์วิจัยที่เชื่อมโยงต่อการนําผลงานวิจัย นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และสร้างผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม และสิ่งแวดล้อมและในด้านของการพัฒนากำลังคนที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง เป็นที่ต้องการของทักษะใหม่ ๆ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น การสร้างคนที่มีทักษะการใช้ AI เซมิคอนดักเตอร์ รวมไปถึงเรื่องพลังงานสะอาด พลังงานไฮโดรเจน และรถพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะเชื่อมโยงให้เกิดการสร้างคน สร้างนวัตกรรม เป็นผลงานวิจัยที่คนไทยจะได้ใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
“ถ้าพูดถึงตำแหน่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากข้อมูลของทั้งต่างประเทศและหน่วยงานที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับการวิจัยทางด้าน AI ระบุว่า ประเทศไทยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จะต้องนําคนเข้าไปทำงานร่วมกันกับโรโบติกส์ เอไอ อย่างน้อย 40,000 ตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบัน กระทรวง อว. ประกาศชัดเจนว่าประเทศไทยจะสร้างและพัฒนากําลังคนที่มีความรู้เรื่อง AI การสร้างเทคโนโลยี หรือสามารถนําไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมประมาณ 50,000 คน ในอีก 3 ปีข้างหน้า (ตั้งแต่ปี 2567 – 2570) ถือว่าประเทศไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งด้านการพัฒนากําลังคนและเทคโนโลยี
ตอนนี้ประเทศไทยเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของหลายหลายประเทศ ที่อาจจะมองว่าประเทศจีนเป็นปัญหากับอเมริกา เพราะฉะนั้นโอกาสของประเทศไทยในด้านกลไกการพัฒนากําลังคนและการลงทุนของอุตสาหกรรมมีมาก ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ เอไอ EV หรือ climate change โดยมีกระทรวง อว. เป็นต้นน้ำในด้านการพัฒนากําลังคนสมรรถนะสูง มีหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาคน ทั้งหลักสูตร online และ onsite เพราะฉะนั้นเรื่องของวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นส่วนสำคัญ เพราะคนที่มีทักษะสูง จะต้องไปฝึกทักษะในอุตสาหกรรมที่ต้องการกำลังคนหรือเทคโนโลยี ก็คือการทำงานวิจัยควบคู่กับการเรียน ถือว่าเป็นการสร้างทักษะที่สำคัญและเป็นทักษะใหม่ที่จําเป็นอย่างมากสำหรับอนาคต ซึ่งตอนนี้กองทุน ววน. และกระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนเรื่องของการพัฒนากําลังคนกําลังคนสมรรถนะสูงอย่างเต็มกําลัง ทั้งในระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัย หรือระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ทุกคนสามารถเข้ามาเรียน เข้ามาฝึกฝนความสามารถ แล้วเก็บเครดิต เพื่อให้ได้ปริญญา ใบประกาศนียบัตร หรือใบรับรอง เพื่อนำไปสมัครงานได้ อันนี้คือภาพใหม่ ๆ ในแง่ของการใช้วิจัยและนวัตกรรมขับเคลื่อนและสร้างระบบการศึกษาให้เข้าถึงทุกคน”
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำวิจัยและนวัตกรรมจะมุ่งเป้าไปที่ภาคส่วนอุตสาหกรรมที่เป็น S -Curve และ New S -Curve โดยการใส่ทั้งแผนงาน เงิน และกำลังคนลงไป เช่น แผนงานการขับเคลื่อนเทคโนโลยี EV เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ หรือการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งอยู่แล้วอย่างอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งหากจะต้องยกระดับในแง่ของ New S -Curve อาจจะต้องเป็นการแพทย์ที่ผสมกับเอไอ เพื่อทำให้เกิดการสร้างการบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์แบบใหม่ ที่เรียกว่า “การแพทย์ส่วนบุคคลที่ชาญฉลาด หรือ Personal Health AI” จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการแพทย์ในอนาคต เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จาก AI ทั้งหมดคือผลของวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากการขับเคลื่อนภาพใหม่ของกองทุน ววน. ซึ่งหากคิดโดยเฉลี่ยในหนึ่งปี กองทุน ววน. จะลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับ 1.1ของ จีดีพี แบ่งเป็น สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในส่วนที่มุ่งเป้า 60% อีก 30% จะเป็นงบประมาณที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นภาคีเครือข่าย ส่วน 10 % เป็นการนำผลงานวิจัยทั้งหมดมาทำงานร่วมกับหน่วยงาน คลัสเตอร์ของอุตสากรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัย

RECENT POST
-
20-03-2025
-
20-03-2025
-
20-03-2025

